วันศุกร์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2556


  

ประวัติการสร้างพระสมเด็จวัดระฆัง สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)

การสร้างพระสมเด็จ วัดระฆังจำนวนครบ ๘๔,๐๐๐ องค์ ตามจำนวนพระธรรมขันธ์  สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี ) วัดระฆังโฆสิตาราม บางกอกน้อย ธนบุรี นามเดิมว่า โต ได้รับฉายา พฺรหฺมรํสี ถือกำเนิดตอน  ของวันที่ ๑๗ เมษายน พ.ศ. ๒๓๓๑ จุลศักราช ๑๑๕๐ ในรัชกาลที่ ๑ บ้านไก่จ้น ตำบลท่าหลวง อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มารดาชื่อ เกศ เป็นชาวบ้าน ตำบลท่าอิฐ อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์
     ในขณะที่ท่านยังเป็นเด็กนอนแบเบาะอยู่นั้น มารดาได้ย้ายภูมิลำเนามาอยู่ที่ตำบลไชโย จังหวัดอ่างทอง แต่พอท่านจำเริญวัยพอนั่งยืนได้ มารดาได้ย้ายมาอยู่ที่ตำบลบางขุนพรหม จังหวัดพระนคร เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งสถาน ที่ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับประวัติชีวิตของท่านนั้น ท่านจึงได้สร้างพระพุทธรูปขนาดใหญ่ไว้หลายองค์ เช่น สร้างพระพุทธไสยาสน์ ที่วัดสะตือ ซึ่งอยู่ตรงกันข้ามกับวัดไก่จ้น ตำบลท่าหลวง อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา สร้าง พระมหาพุทธพิมพ์ ที่วัดไชยโย อำเภอไชยโย จังหวัดอ่างทอง และสร้างพระศรีอาริยเมตไตรย ไว้ที่วัดอินทรวิหาร บางขุนพรหม กรุงเทพฯ เป็นต้น     สมัยเมื่อท่านยังเป็นเด็ก สมเด็จโต ได้เรียนหนังสือในสำนักของท่านเจ้าคุณอรัญญิก (ด้วง) วัดอินทรวิหาร เดิมชื่อว่าวัดบางขุนพรหมนอก ส่วนวัดบางขุนพรหมในก็คือวัดบางขุนพรหมในปัจจุบันนี้  อายุได้ ๑๒ ขวบ ท่านได้บรรพชาเป็นสามเณร และได้ย้ายมาอยู่ที่วัดระฆังโฆสิตาราม ธนบุรี
     เมื่อท่านได้เข้ามาศึกษาทางด้านพระปริยัติธรรม ณ วัดระฆังโฆสิตารามแล้ว ปรากฏว่า การศึกษาของท่านได้รับการชมเชยจากพระอาจารย์อยู่เสมอว่า ความจำความเฉียวฉลาด ปราดเปรื่อง ปฏิภาณไหวพริบของท่านนั้นเป็นเลิศหาผู้ใดเสมอเหมือนได้ยาก ท่านเรียนรู้พระปริยัติธรรม ได้อย่างที่เรียกว่า รู้แจ้งแทงตลอด นอกจากท่านจะได้ ศึกษาในสำนักสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (นาค) วัดระฆังโฆสิตารามแล้ว ท่านยังได้ไปฝากตัวศึกษา ทางด้านปริยัติและด้านปฏิบัติกับสมเด็จพระสังฆราช (สุก) ไก่เถื่อน ณ วัดมหาธาตุ
     นอกจากทางด้านปริยัติท่านจะได้ศึกษาอย่างรู้แจ้งรู้จบแล้ว ไปศึกษา ทางด้านปฏิบัติ เพื่อความหลุดพ้นกับสมเด็จพระสังฆราช (สุก) ไก่เถื่อน อาจารย์รูปหนึ่งทางด้านปริยัติธรรมของท่าน ซึ่งในขณะนั้นท่านก็มีชื่อเสียงโด่งดังทางปฏิบัติอยู่ก่อนแล้ว อาจารย์ทางด้านวิปัสสนาธุระของท่านสมเด็จโต นอกจากสมเด็จพระสังฆราช (สุก) ไก่เถื่อน แล้วก็มีเจ้าคุณอรัญญิก วัดอินทรวิหาร บางขุนพรหม โดยเฉพาะสมณศักดิ์อรัญญิก ซึ่งแปลว่าป่า สายวิปัสสนากรรมฐาน   ยังมีเจ้าคุณบวรวิริยเถร วัดสังเวชวิศยาราม บางลำพู และท่านอาจารย์แสง วัดมณีชลขันธ์ ลพบุรี ผู้โด่งดังทางด้านปฏิบัติและเก่งกล้าทางพุทธาคมอีกด้วย โดยที่สามเณรโต ท่านเป็นผู้มักน้อย สันโดษ ทั้งๆที่ท่านเป็นผู้ที่เรียนรู้ในพระปริยัติธรรมและมีความเชี่ยวชาญถ่องแท้ในพระไตรปิฎกเป็นอย่างดี แต่สามเณรโตท่านก็หาได้เข้าสอบเป็นเปรียญไม่
     ท่านยังมีความสามารถในการเทศน์ได้ไพเราะ และวาจาเฉียบคม สามารถสะกดญาติโยม มากแต่ครั้งท่านเป็นสามเณร และด้วยเหตุสามเณรโตเป็นนักเทศน์ เป็นเหตุให้พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (ร.๒) ตั้งแต่ครั้งยังทรงเป็นเจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร ทรงโปรดปราณเป็นอย่างมาก ถึงกับพระราชทานเรือกัญญาหลังคากระแชง ไว้ให้ใช้ และทรงรับไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์อีกด้วย     ส่วนพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงพระเมตตาสามเณรโตไม่น้อยเหมือนกัน ทรงโปรดให้สามเณรโตเป็นนาคหลวงและอุปสมบทในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดารามด้วย ในรัชกาลที่ ๓ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวจะทรงแต่งตั้งในท่าน  ให้เป็นพระราชาคณะ แต่ทว่าท่านได้ทูลขอตัวเสีย      
ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.๔) โปรดเกล้าฯ พระราชทานสมณศักดิ์ ในคราวนี้  ไม่ขัดพระราชประสงค์ อาจจะเป็นด้วยท่านชราภาพลงมาก คงจะจาริกไปในที่ห่างไกลไม่ไหวแล้ว เพราะตอนที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.๔) พระราชทานสมณศักดิ์เป็นที่พระธรรมกิติ เจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๙๕ นั้นท่านมีอายุได้ ๖๕ ปีเข้าไปแล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น พระองค์ท่านได้ทรงผนวช มาแต่พระชนมายุได้ ๒๑ พรรษา และได้ทรงศึกษาด้านวิปัสสนาธุระ ณ วัดราชาธิวาส จนจบสิ้นตำรับตำรา ทรงมีความรอบรู้อย่างแท้ จนไม่มีครูบาอาจารย์รูปอื่นใด จะสามารถอธิบายให้กว้างขวางต่อไปได้อีก จึงได้ทรงระงับการศึกษา ทางด้านวิปัสสนาธุระไว้เพียงนั้น พอออกพรรษาก็เสด็จมาประทับ ณ วัดมหาธาตุ ก็ทรงหันมาศึกษาทางฝ่ายปริยัติธรรม โดยได้เริ่มศึกษาภาษาบาลี เพื่ออ่านและแปลพระไตรปิฎก ทรงค้นคว้าหาความรู้โดยลำพังพระองค์เอง ทรงขะมักเขม้นศึกษาอยู่ (๒) ปี ก็รอบรู้ภาษาบาลีอย่างกว้างขวาง ผิดกับผู้อื่นที่ไม่เคยศึกษามา
     เมื่อกิตติศัพท์ทราบถึงพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงโปรดเกล้าให้เสด็จฯ เข้าแปลพระปริยัติธรรมถวาย ตามหลักสูตรเปรียญในเวลานั้นพระองค์ทรงแปลอยู่ ๓ วัน ก็ปรากฏว่าแปลได้หมดจนจบชั้นเปรียญเอก จึงพระราชทานพัดยศ สำหรับเปรียญเอก ๙ ประโยคให้ ทรงถือเป็นสมณศักดิ์ต่อมา
ฉะนั้น เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานสมณศักดิ์ให้สมเด็จโต
     มีพระมหากรุณาธิคุณต่อ  สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต ) วัดระฆังโฆสิตาราม เป็นพิเศษ บางโอกาสแม้ว่าสมเด็จโต   จะแสดงข้ออรรถข้อธรรมอันลึกซึ้ง ที่ขัดพระทัย อยู่บ้าง ก็ทรงอภัยให้เสมอ
  เมื่อท่านสมเด็จโต  ขึ้นไปเยี่ยมญาติที่จังหวัดกำแพงเพชร  ท่านได้เปิดกรุพระกำแพงเพชร หลายกรุ  มีเศษพระเนื้อดินที่หัก เช่น พระซุ้มกอ พระลีลา  และอื่นๆ นำมาเป็นส่วนผสมเนื้อ พระสมเด็จด้วย
 ท่านมีความรู้และแตกฉานทางอักษรโบราณ ท่านจึงสามารถอ่านศิลาจารึกที่ว่าด้วยกรรมวิธีการสร้างพระเครื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การสร้างพระพิมพ์ด้วยเนื้อผงขาว ซึ่งต่อมาเรียกกันว่า เนื้อพระสมเด็จ โดยมีเนื้อหลักเป็นปูนขาว (ปูนหิน) หรือปูนเปลือกหอย ผสมผสานด้วยวัตถุมงคลอาถรรพณ์อื่นๆ และมีผงวิเศษซึ่งสำเร็จจากการลบสูตร สนธิจากคัมภีร์ทางพุทธาคม เมื่อนำเอามาบดตำกรองจนดีแล้ว จึงนำเอาวัตถุมงคลและอาถรรพ์ต่างๆเหล่านั้นมาผสมผสานกับดินสอพอง (ดินขาว) แล้วปั้นเป็นแท่งตากให้แห้ง แล้วจึงนำเอามาเขียนอักขระเลขยันต์ตามคัมภีร์บังคับ บนกระดานโหราศาสตร์ซึ่งทำจากต้นมะละกอ เสร็จแล้วจึงลบเอาผงมาสร้างเป็นพระสมเด็จ ที่เรียกว่าผงวิเศษ หรือผงพุทธคุณนั่นเอง     นอกจากนั้นแล้วยังสันนิษฐานกันว่า ท่านยังเอาข้าวก้นบาตร และอาหารหวานคาวที่ท่านฉันอยู่ถ้าคำไหนอร่อยท่านจะไม่ฉัน จะคายออกมาแล้วตากให้แห้งเพื่อนำไปบดตำสร้างพระสมเด็จของท่าน ซึ่งถูกต้องตามวิธีการสร้างพระอาหารของชาวรามัญ
     ส่วนตัวประสาน หรือตัวยึดเกาะนั้น ที่เราทราบๆ กันอย่างเด่นชัดก็คือ น้ำมันตังอิ๊ว น้ำอ้อย น้ำผึ้ง กล้วย และที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ เยื่อกระดาษ ได้จากการที่เอากระดาษสา สมัยโบราณนิยมเขียนอักขระ ยันต์ คาถาต่างๆไว้ในดาษ  แม้กระทั่งบทสวดมนต์ต่างๆ หรือพระไตรปิฎก ตำรายาสมุนไพร วรรณกรรม  จะจารึกไว้ในกระดาษสา    ท่านเขียนอักขระและมหาเวท อาคม ลงบนกระดาษสา แล้วนำมาผสมผสานบดตำลงไป เชื่อกันว่าตัวเยื่อกระดาษนี้ เป็นตัวหนึ่งที่ทำให้พระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตาราม มีความหนึกนุ่ม เนื้อจึงไม่แห้งและกระด้าง และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ส่วนผสมที่เป็นประเภทธัญพืชก็มี เช่น ข้าว อาหาร กล้วย อ้อย เป็นต้น ก็มีส่วนที่ทำให้เนื้อพระมีความหนึกนุ่มอีกเช่นกัน อีก อย่างหนึ่งขาดไม่ได้คือผงใบลาน ท่านจะเห็นพระท่านขึ้นเทศทุกครั้งจะถือกระดาษ แผ่นยาวๆ เป็นเล่มหนาๆ คล้ายใบลาน ขึ้นไปเทศด้วยก็เพราะว่า สมัยโบราณ การจดบันทึกคัมภีร์ต่างๆ เวทมนต์  ตำราเรียน  ตำราสวดมนต์  และคำเทศน์  สั่งสอน ญาติโยม  ก็ใช้ใบลาน และกระดาษสา  จดบันทึก  โดยนำใบลานมาร้อยให้เป็นเล่ม หนาๆ    กระดาษสา ก็ทำมายาวๆ แล้วก็ พับไปมาให้เป็นเล่มหนาๆ แม้ปัจจุบันพระเทศน์ ทุกครั้งท่านก็ถือกระดาษยาวคล้ายใบลานตามคติโบราณ ต่อไปพระอาจจะถือโน๊ตบุ๊กขึ้นเทศน์ก็ได้  สมเด็จโตจารอักขระ คาถามหาเวท ลงบนใบลานแล้เอามาบดตำ เป็นเนื้อพระสมเด็จ  บางครั้งท่านก็สร้าง พระสมเด็จผสมเนื้อว่านยาสมุนไพรต่างๆ ทำให้พระออกเป็นสีแดง เพื่อให้ชาวบ้าน  เอาไปฝนกินรักษาโรคระบาด อหิวาตกโรค (ห่า)   ทำให้พระบางองค์ขอบกลม
  ส่วนประกอบเนื้อพระสมเด็จดังนี้   1. ปูนเปลือกหอย    2. ตะใคร่น้ำที่เกาะแถวเจดีย์  กำแพงวัด หรือใบเสมา    3.  ธัญพืช เศษอาหาร ข้าวก้นบาตร   กล้วย  ขนุน เนื้อฟักทอง น้ำอ้อยเคี่ยว   4. เศษพระกรุเนื้อดินกำแพงเพชร     5. ใบลาน  และกระดาษสา     6. ผงขี้ธูป  และ ธูป  7. ดอกไม้แห้งที่ถวายพระ    8. น้ำมันตังอิ้ว     9. ผงชอล์ค ที่เขียนกระดาน และผงที่เขียนกระดานชะนวน  เรียกว่าผงตรีนิสิงเห   10. ดิน เจ็ด โป่ง น้ำ เจ็ด บ่อ ดินจอมปลวกที่ควายสี     11.  ว่านทองคำ    12.  ตะไบเงิน  ตะไบทอง   13.  ดินสอพอง 14. ผงถ่านได้จากการเผาแม่พิมพ์ไม้  15. ชานหมากสมเด็จโต         
    กระบวนการสร้างพระทั้งหมด สมเด็จโตได้ถ่ายทอดให้ยายขำ(เป็นแม่ชีแก่ในวัด) เป็นผู้ควบคุมดูแล  การสร้างทุกอย่าง  ดูและเรื่องอาหารการกิน ยายขำเป็นตัวละครสำคัญอีกตัว  เป็นผู้รู้สูตรการผสมเนื้อพระสมเด็จทุกอย่าง  ซึ่งเซียนพระ พ่อค้าพระ จะไม่เอ่ยนามนี้  เพราะหลังจากสิ้นสมเด็จโตแล้ว  มวลสารสมเด็จยังเหลืออยู่  แม่พิมพ์ก็ยังใช้การได้ดีอยู่   ต่อไปก็เป็นรายการสมเด็จวัดระฆัง Versions  ยายขำ(มิได้หมายถึงยายขำทำเพียงคนเดียวช่วยกันทำโดยมีญาติโยมมาช่วยกันทำ) ไม่ทราบว่าคุณยายปั๊มมากี่พันองค์ โดยยายขำได้ทำแจกต่อจนหมดมวลสาร สมเด็จวัดระฆัง  ๘๔,๐๐๐ องค์ ไม่ไม่ใช่เสียแล้ว ละไม่มีใครแยกออก ระหว่าง สมเด็จ Versions ยายขำ กับ สมเด็จ ของสมเด็จโต 
     การทำแม่พิมพ์                                                                
  แรกๆก็ใช้แม่พิมพ์ที่กันเองแกะจากไม้ขนุน  ผู้ที่แกะแม่พิมพ์ถวายท่านสมเด็จโต  จะเป็นฝีมือช่าง หลวงวิจารณ์เจียรนัยสิบหมู่หรือฝีมือช่างหลวง โดยใช้หินรับมีดโกนมาแกะแม่พิมพ์
พระสมเด็จวัดระฆังมี  ๕ พิมพ์ใหญ่ด้วยกันคือ
๑  พิมพ์พระประธาน หรือ พิมพ์ใหญ่ แบ่งเป็นแม่พิมพ์ย่อย  ๗  แม่พิมพ์(บล็อก)  คือ  - พิมพ์เกศทะลุซุ้ม   -  พิมพ์อกกระบอก  -  พิมพ์อกผาย  -  อกวี   - พิมพ์ใหญ่ต้อ   -  พิมพ์อกแฟบ   -  เกศทะลุซุ้ม                     - พิมพ์ใหญ่ชะลูด                                                                                                                                                            
  การตั้งฉายาให้องค์สวยพิเศษ  หมายถึงพิมพ์ใหญ่  องค์สวยสมบูรณ์   พิมพ์ชัดลึก  หรือมีสีสัน  ที่แปลกออกไป  มีความพิเศษเฉพาะตัว  เป็นการกดช่วงแรกๆของแม่พิมพ์ ซึ่งแม่พิมพ์ยังสมบูรณ์อยู่ (ช่วงหลังจะมีเศษมวลสาร ต่างๆเข้าไปติดแม่พิมพ์ มีการขูด แคะเศษมวลสารออกก็ทำให้แม่พิมพ์สูญเสียความคมชัดลงไป) เช่น องค์กวนอู    องค์เล่าปี   องค์ขุนศรี  องค์ขุนคลัง   องค์ขุนอิน  องค์ลุงพุธ  
๒ พิมพ์ทรงเจดีย์  มี ๓  แม่พิมพ์  เขาเรียกกัน ว่าพิมพ์  ๑  ๒   ๓
๓ พิมพ์เกศบัวตูม 
๔ พิมพ์ฐานแซม มี   ๒  แม่พิมพ์  -  พิมพ์มีหู    -  พิมพ์ไม่มีหู  
๕ พิมพ์ปรกโพธิ์ สำหรับพระพิมพ์นี้มีให้พบน้อยมาก ไม่ค่อยจะมีผู้กล่าวถึง
    สมเด็จวัดระฆัง มีฝากกรุวัดเกศไชยโย   วัดบางขุนพรม   วัดโพธิ์เกียบ  ฝากลงกรุแต่ละที่ เล็กน้อย  และพระสมเด็จจริงแล้วมีพิมพ์มากกว่านี้มากหลายร้อยแบบ  เนื่องจากบารมีท่านสูงมากจึงมีคนสร้างแม่พิมพ์ถวายเยอะ 
ตามหาพระสมเด็จวัดระฆังของแท้   จากการสร้างพระสมเด็จวัดระฆัง  ของสมเด็จโต  ๘๔,๐๐๐   องค์  โดยการสร้างไปเรื่อยๆ   แจกไป สร้างไป  เมื่อท่านมรภาพแล้ว  ยายขำสร้าง ต่ออีกไม่ทราบจำนวน  และลูกศิษย์ที่เป็นพระนำเอาแม่พิมพ์มาสร้างต่ออีก    
     พระสมเด็จวัดระฆัง  เป็นพระที่สร้างไปเรื่อยๆ ตามแต่โอกาสและเวลาจะอำนวย หาได้สร้างเป็นครั้งเดียวไม่ ที่เชื่ออย่างนี้เพราะพระแต่ละพิมพ์ของท่าน เนื้อหา ตลอดจนมวลสารนั้นมีอ่อนแก่กว่ากัน ละเอียดบ้าง หยาบบ้าง สีสันวรรณะก็เป็น เช่น เดียวกันทั้งสิ้น เมื่อท่านสร้างพระแต่ละพิมพ์แต่ละคราวเสร็จแล้ว ท่านจะบรรจุลงในบาตร นอกจากท่านจะบริกรรมปลุกเสกด้วยตัวท่านจงดีแล้ว ยังนิมนต์ให้พระเณรปลุกเสกอีกด้วย เมื่อท่านออกไปบิณฑบาตท่านก็จะเอาติดตัวไป ญาติโยมที่ใส่บาตรท่าน ท่านจะแจกพระให้ คนละองค์ และมักจะพูดว่า เก็บเอาไว้ให้ดีนะจ๊ะ ต่อไปจะหายาก บางคนก็บอกว่าเมื่อวานก็ได้แล้ว  ท่านก็บอกว่าเอาไปอีกของดีจ๊ะ แต่ก็เป็นที่ทราบกันอยู่ในยุคสมัยนั้นแล้วว่า พระสมเด็จวัดระฆัง ใช้ดีทางเมตามหานิยม
                        การสะสมพระสมเด็จโต      เหตุที่ใช้ชือพระสมเด็จ   ก็มาจากสมเด็จโตสร้าง  จริงๆแล้วสร้างมาจากแบบพระปฎิมากรณ์  พระประธานในโบสถ์   พระสมเด็จโต หมายถึงพระต่างๆที่ท่านได้สร้าง  เช่น ขุนแผนเนื้อวัดระฆัง พระรอดวัดระฆัง นางพญา, พระคง, พระผงสุพรรณ  พระลีลา  แต่เหล่านี้ไม่ค่อยมีคนรู้จักกัน  ถ้าเป็นนักสะสม ก็จะเก็บหมด โดยใช้เนื้อวัดระฆังเป็นหลักก่อน     จะมีกลุ่มคนที่สะสมพระ    และอีกกลุ่ม ค้าขายพระ แต่ก้วนกลุ่ม   จะเก็บพระไม่เหมือนกัน
                            1 .   กลุ่มเน้นการสะสมพระเครื่องสมเด็จโตสร้าง  จะเอาเด็จโตเป็นหลัก  และ ให้ความสำคัญกับเนื้อวัดระฆังก่อน  จะเก็บทุกพิมพ์ทุกอย่างที่เป็นของสมเด็จโต   ใช้เนื้อวัดระฆังเป็นหลักก่อน   พิจาระณาพิมพ์เป็นอันดับรอง   เนื่องจากการพระเนื้อผงในสมัยนั้น การกดพิมพ์การแกะพระออกจากแม่พิมพ์ ย่อมไม่สมบูรณ์  มวลสารต่างๆ มีการหลุดหาย  การเว้าแหว่งย่อมมี   การโย้ย่อมเกิด  การตัดขอบพระ  แต่ละคนที่มาช่วยสร้างพระปราณีต  บางคนก็ไม่ละเอียด   ตลอดจนการตัดปีกพระก็ไม่เหมือนกัน  บางคนตัดชิตและไม่ชิด   ฝีมือดีไม่ดีไม่เท่ากัน   เป็นธรรมดา  เพราะว่าไม่ได้ใช้เครื่องปั๊ม
                             2.  กลุ่มที่2 เป็นกลุ่ม ค้าขายพระเครื่อง  เน้นฉะเพาะพระสมเด็จวัดระฆังเท่านั้น  และไม่กี่เนื้อ ต้องเนื้อสุดยอด พิมพ์ต้องถูกต้องตามที่ กลุ่มพ่อค้ากำหนดมา  ถ้าผิดจากที่กำหนดมาจะเก๊ทันที่  จะบีบความแท้ไว้น้อยมาก พระพิมพ์อื่น แม้นว่าเป็นของสมเด็จโต ก็ตามเขาก็จะเรียกว่าพระผิดพิมพ์  หรือเป็นพระนอกพิมพ์     กลุ่มนี้เป็นผู้ชี้นำตลาดพระเครื่อง  มีอิทธิพล ต่อวงการพระเครื่องมาก  จะไม่เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับพระสมเด็จโต กลุ่มนี้พยายามครอบครองความแท้ไว้เพียงกลุ่มเดียว  ความแท้เป็นสิ่งที่ไกลเกินเอื้อม ประชาชนทั่วแตะต้องไม่ได้(untouchable ) ทุกอย่างคนทั่วไปไม่รับรู้ เป็นสิ่งปกปิด( unexpose)  พระแท้ต้องผ่านมือของกลุ่มเขาถึงจะการันตีแท้ 100%  ถ้าเป็นพระกลุ่มอื่นจะเก้ทันที่   เพราะผลประโยชน์ของเขาเป็นร้อยๆล้าน  ใช้การตลาดนำการสะสม  ทำให้ตลาดพระเครื่องต้องสยบอยู่ในกำมือกลุ่มพ่อค้าพระ ทำให้การดูพระแท้มันยากพอๆการสร้างเครื่องรีแอ็คเตอร์ (reactor) คือเครื่องปฏกรณ์ plutonium  ก็ไม่ปาน